การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

Fundamental analysis

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เป็นการศึกษาเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงของราคาในระดับเศรษฐศาสตร์มหัพภาค และเป็นการวิเคราะห์ถึงสภาพเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศต่างๆหรือในอุตสากรรมต่างๆ ซึ่งการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานสามารถช่วยในการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆเกี่ยวกับสกุลเงิน, วัตถุดิบหรือตลาดหุ้นได้ โรงเรียนสอนด้านการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเริ่มถือกำเนิดพร้อมกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐศาสตร์ ความรู้ในด้านเศรษฐศาสตร์มหัพภาคช่วยให้ทราบถึงอิทธิพลต่อการขึ้นลงของราคาในสินค้าโภคภัณฑ์หลายๆชนิด และโดยทั่วไปปัจจัยพื้นฐานจะมีการใช้ในสองมุมมองดังนี้:

  • ข่าวที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบกับอัตราคิดลด (discount rate) ในประเทศต่างๆอย่างไร;
  • สภาวะเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันเป็นอย่างไร;

ข้อมูลเบื้องหลังสำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้รับมาในรูปของข่าวสารจากแหล่งข่าวต่างๆ ประเภทของข่าวแบ่งเป็นข่าวที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ (เกิดขึ้นฉับพลัน) กับข่าวที่ทราบล่วงหน้า ตัวอย่างข่าวที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อน เช่น ข่าวการเมือง (การเปลี่ยนรัฐบาล, ปฏิวัติ, สงคราม, และอื่นๆ) และข่าวเกี่ยกับธรรมชาติ (ภัยพิบัติ และเหตุการณ์เกี่ยวกับภูมิอากาศ) ในกรณีที่เกิดสงคราม จะมีผลกระทบต่อตลาดเป็นอย่างมาก ตามกฎ ค่าของสกุลเงินจะลดลงในประเทศที่มีสงครามเกิดขึ้น ภัยพิบัติตามธรรมชาติก็สามารถทำให้สกุลเงินในประเทศด้อยค่าลงได้ เพราะว่าต้องมีการใช้งบประมาณในการฟื้นฟูประเทศ ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ส่วนข่าวที่ทราบล่วงหน้า เช่น การประชุมของธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ซึ่งมีการสนทนาหรือเปลี่ยนแปลงในเรื่องอัตราคิดลด รวมถึงอินดิเคเตอร์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งสภาพเศรษฐกิจของประเทศจะถูกประเมินจากหลายๆอินดิเคเตอร์ ซึ่งเราจะพูดถึงอินดิเตอร์ที่สำคัญที่สุดในบทความนี้

ODR หรืออัตราคิดลดเป็นหนึ่งในนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ ODR โดยทั่วไปจะใช้ในการประเมินว่าธนาคารกลางมีการให้เครดิตแก่ธนาคารอื่นๆเป็นอัตราเท่าไหร่ นอกจาก ODR แล้ว ยังมีการใช้ Lombard rate and REPO rate กันอย่างแพร่หลายอีกด้วย การเพิ่มขึ้นของ ODR ทำให้นโยบายเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆมีความรัดกุมมากขึ้น ทำให้การเติบโตเศรษฐกิจของประเทศลดลง แต่ในขณะเดียวกันก็จะไปเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศของประเทศนั้นๆด้วย ดังนั้นเมื่อมองในระยะสั้นๆ เมื่อ ODR เพิ่มขึ้น ทำให้สกุลเงินในประเทศเติมโต แต่ในระยะยาวการมี ODR ที่สูงทำให้การพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นไปได้ช้าและทำให้สกุลเงินในประเทศด้อยค่าลง

ผู้นำของธนาคารในประเทศชั้นนำหลายๆประเทศจะมีการประชุมสม่ำเสมอเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การประชุมนี้เรียกว่า FOMC (Federal Open Market Committee) มีประธานในการประชุมคือผู้นำของ FED (Central Reserve System of the United States of America) หรือ Meeting ถ้ามีการประชุมในประเทศที่เป็นกลาง หัวข้อพูดคุยหลักๆในการประชุมจะมีดังนี้:

  • การเปลี่ยนแปลง ODR;
  • การเปลี่ยนแปลงอัตราสำรองธนาคาร;
  • การทำ Mutual credit ของประเทศในกลุ่ม;

FOMC หรือ Meeting จะทำการประชุมหนึ่งครั้งในทุกๆสองสัปดาห์ และหลายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินก็จะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการประชุมนี้ ถ้า ODR มีการเพิ่มขึ้น 0.25% USD อาจจะทำให้ค่าเงิน USD เพิ่มขึ้นมามากกว่า 100 pip ในเวลาเพียง 10-15 นาที

วันที่ประชุมและผลของการประชุมจะมีการเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านแหล่งข่าวต่างๆ ท่านสามารถดูแหล่งข้อมูลผ่านลิงค์ในเว็บของเราได้

เงินเฟ้อเป็นการด้อยค่าของเงินเนื่องมาจากเงินมีปริมาณเยอะเกินกว่าความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ และทำให้สินค้าโภคภัณฑ์มีราคาสูงขึ้นและค่าแรงถูกลง นอกจากนี้ราคาที่สูงขึ้นเกิดจากการมีเครดิตเพิ่มขึ้น (credit appreciation) อัตราเงินเฟ้อที่สูงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงทำให้ประสิทธิภาพในภาคการผลิตน้อยลง และทำให้เงินทุนไหลออกจากภาคการผลิตไปยังคนกลางแทน ส่วนถ้าอัตราเงินเฟ้อต่ำหรือไม่มีเลย ดอกเบี้ยจะลดลงอย่างมาก ทำให้มีผลกระทบต่อสถาบันการเงิน อัตราเงินเฟ้อควรจะมีขนาดพอดี ถ้ามีขนาดที่พอดีแล้วภาคการผลิตจะมีประสิทธิภาพสูงในขณะเดียวกันคนกลางก็จะยังได้รับผลกำไรที่ดี

การขาดดุลงบประมาณเป็นการที่รัฐบาลมีการใช้งบประมาณเกิน ถ้ามีการขาดดุลงบประมาณสูงจะทำให้ประเทศมีหนี้สูงขึ้นและทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อที่สูงได้ การลดจำนวนการขาดดุลงบประมาณอาจจะทำได้สองวิธี วิธีแรกคือการเพิ่มรายได้ อาจจะใช้วิธีการเพิ่มภาษี ซึ่งทำให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้ที่เสียภาษี ถ้าเพิ่มภาษีมากเกินไปก็จะเป็นผลเสียต่อภาคการผลิตและเป็นการกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจนอกระบบได้ วิธีที่สอบคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการผลิตโดยนำเงินที่ใช้ในด้านสังคมมาชดเชยให้ แต่ก็จะเกิดผลเสียในสังคมตามมาได้

อินดิเคเตอร์ด้านเศรษฐกิจจะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของเศรษฐกิจในประเทศได้ดียิ่งขึ้น แต่ว่าจะต้องมีการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญก่อน เราจะพูดถึงบางอินดิเคเตอร์และอธิบายผลกระทบที่เกี่ยวของกับการเคลื่อนไหวของราคา

ดุลการค้าคือส่วนต่างระหว่างการส่งออกสินค้าและการนำเข้าสินค้า ถ้าจำนวนเงินของสินค้าทั้งหมดที่ส่งออกเกินกว่าจำนวนเงินของสินค้าที่นำเข้า ดุลการค้าจะเป็นบวก ถ้ามีการนำเข้ามากกว่าส่งออก ดุลการค้าจะติดลบ เมื่อดุลการค้าเป็นบวก หรือว่าติดลบน้อยลง จะทำให้ค่าของสกุลเงินในประเทศสูงขึ้น

ดัชนีราคาผู้บริโภคจะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าผู้บริโภค ถ้า CPI สูงขึ้นจะทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งจะให้สกุลเงินในประเทศมีค่ามากขึ้น

ดัชนีราคาผู้ผลิตจะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าอุตสาหกรรม ผลกระทบต่อค่าสกุลเงินจะคล้ายกับ CPI.

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเป็นหนึ่งในอินเคเตอร์เบื้องต้นที่แสดงถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน GDP = การบริโภค + การใช้จ่ายของรัฐบาล + การลงทุน  + การส่งออก + การนำเข้า GDP มีผลกระทบมากต่อตลาด ถ้า GDP สูงขึ้นทำให้สกุลเงินในประเทศมีค่ามากขึ้น

การว่างงานเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสังคมและเศรษฐกิจเมื่อประชากรส่วนหนึ่งไม่สามารถหางานทำได้ อัตราการว่างงานที่สูงจะทำให้เกิดปัญหาสังคม, ทำให้ชนชั้นกลางลดลง, และทำให้รายด้ายสุทธิของประชากรลดลงด้วย ถ้าอัตราการว่างงานต่ำ คนทำงานจะขาดแรงจูงใจในการทำงานและทำให้ผู้จ้างงานได้รับผลกระทบ

ถ้าอัตราการว่างงานสูงขึ้น จะทำให้ค่าเงินในประเทศด้อยค่าลง อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศก็จะมีการกำหนดระดับของการว่างงานที่แตกต่างกันไป

อินดิเคเตอร์นี้แสดงจำนวนของการจ้างงานใหม่ที่ไม่รวมงานในภาคการเกษตร ถ้าอินดิเคเตอร์นี้มีปริมาณมากขึ้นแสดงว่ามีการจ้างงานมากขึ้นทำให้สกุลเงินในประเทศมีค่าเพิ่มขึ้น

การเลือกตั้งแบบรัฐสภา, ประธานาธิบดี หรือการเลือกตั้งอื่นมีผลกระทบต่อค่าเงิน การเปลี่ยนแปลงค่าเงินจะขึ้นอยู่กับนโยบายการเลือกตั้งของผู้สมัครรวมถึงประวัติทางการเมืองของพรรคที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

ตลาดจะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและพลังงาน ตามกฎ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าสกุลเงินของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานสูง (ญี่ปุ่น, เยอรมัน, สวิตเซอร์แลนด์) จะด้อยค่าลง และสกุลเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นตามกฎ

ดัชนีตลาดหุ้นแสดงถึงค่าเฉลี่ยของมูลค่าหุ้น (หรือมูลค่าพอร์ตโฟลิโอ) ของบริษัทใหญ่ในประเทศหรือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมที่ถูกคัดเลือกมาจากค่าต่างๆ ตัวอย่างเช่น:

  • S&P (S&P-500, Standard & Poors) - ดัชนีของหุ้นบริษัทใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา;
  • DJIA (DJIA-24, Dow Jones Industrial Average) - ดัชนีของหุ้นบริษัทใหญ่ๆในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น General Motors, General Electric, Motorola, อื่น
  • DAX (DAX-30, XETRA DAX) - ดัชนีของหุ้นบริษัทด้านการผลิตที่ใหญ่ในประเทศเยอรมัน
  • CAC - ดัชนีหุ้นในประเทศฝรั่งเศส;
  • FTSE (FTSE -500) - ดัชนีหุ้นในสหราชอาณาจักร;
  • Nikkei-225 - ดัชนีหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 225 อันดับในประเทศญี่ปุ่น;
  • TANKAN, TOPIX และอื่นๆ;

ดัชนีหุ้นแสดงถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันของตลาดหุ้นที่มีอิทธิพลต่อค่าสกุลเงินของประเทศ ถ้าตลาดหุ้นมีการเติบโต ค่าสกุลเงินของประเทศก็จะเพิ่มขึ้น เพราะว่าจะเป็นผลดีต่อบริษัทในภาคเอกชน และในทางตรงกันข้าม ถ้าดัชนีหุ้นตกลงจะทำให้สกุลเงินด้อยค่าลง ส่วนถ้าราคาของพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น (T-bills, T-bonds) จะทำให้ค่าสกุลเงินของประเทศสูงขึ้น

ในภาพรวมจะเห็นว่าการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการหาแนวโน้มหลักของตลาด อย่างไรก็ตามการใช้ปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียวไม่เพียงพอ ควรใช้การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคควบคู่กันไปด้วย

*  บทความนี้จัดเตรียมและเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญจากแผนกวิเคราะห์ของบริษัท Larson& HolzIT Ltd: การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
Aสงวนลิขสิทธิ์
Dear clients,

vacation season has come to an end, time to get back to business. Larson and Holz's plans are many and we can't wait to share news with you.
04.09.2019
Attention!
22.08.2019