การวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิค

บทนำเรื่องการวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิค มีประวัติการเริ่มต้นมาจากการสมัยที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ วิธีการวิเคราะห์โดยใช้หลักคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากทำให้ไม่มีใครพยายามที่จะใช้วิธีนี้ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคา ในสมัยนั้นนักลงทุนทำการเขียนกราฟขึ้นมาแบบเส้นตรงด้วยตัวเองด้วยการใช้สไลด์รูล หลังจากนั้นรูปแบบของเส้นและกราฟก็ได้กำเนิดขึ้น รวมถึงเส้นแนวโน้ม, โมเดลและรูปภาพ และกลายเป็นความจำเป็นที่จะนำการวิเคราะห์ราคาต่างๆมาใช้นอกเหนือจากเส้นแนวโน้มปกติ การวิเคราะห์ราคาเฉลี่ยได้ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดหุ้นจนประสบความสำเร็จ และหลังจากนั้นก็นำไปใช้ในการวิเคราะห์ตลาดฟอเร็กซ์รวมถึงตลาดการเงินอื่นๆ และด้วยการที่คอมพิวเตอร์กำเนิดขึ้นมา การคำนวณและการใช้อินดิเคเตอร์และออสซิลเลเตอร์เป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น

หลักทั่วไปของการวิเคราะห์ทางเทคนิค

  • ราคาเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

หมายความว่าปัจจัยใดๆก็ตามที่มีผลกับราคามีความสำคัญทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สภาพเศรษฐกิจ, การเมือง, หรือปัจจัยด้านจิตวิทยา ซึ่งการวิเคราะห์กราฟราคานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเทรด

  • ราคาเคลื่อนไหวเป็นทิศทาง

สิ่งนี้เป็นสมมติฐานในการวิเคราะห์แนวโน้ม ซึ่งถือเป็นแกนหลักของการวิเคราะห์ทางเทคนิค

แนวโน้มในการวิเคราะห์ทางเทคนิคแบ่งออกเป็นสามประเภท:

    • 'ขาขึ้น (bull trend)' - ราคามีการเคลื่อนตัวขึ้นมา (เป็นการเปรียบเทียบกับวัว ซึ่งใช้เขาเกี่ยวขึ้นมา);
    • 'ขาลง (bear trend)' - ราคามีการเคลื่อนตัวลงมา (เป็นการเปรียบเทียบกับหมี ที่ใช้อุ้งมือตบลงมา);
    • 'ทรงตัว (flat)' หรือ 'ช่วง (range)' หรือ 'ไม่มีแนวโน้ม (trendless)' - ราคาทรงตัว ไม่เคลื่อนไหวในทิศทางขึ้นและลง ราคาจะอยู่ในช่วงกรอบราคาหนึ่ง

ตามกฎราคาจะไม่ได้เคลื่อตัวขึ้นหรือลงเป็นแนวเส้นตรง อย่างไรก็ตาม ถ้าราคาเป็นขาขึ้น ราคาจะมีการเคลื่อนตัวขึ้นสูงไปเรื่อยๆและเร็วกว่าที่ราคาตกลงมา สำหรับขาลงก็เป็นเช่นเดียวกันในทิศตรงกันข้าม

หลักการของการเคลื่อนตัวของราคาสามารถนำมาประยุกต์กับการวิเคราะห์แนวโน้มได้ดังนี้:

    • ราคาที่มีแนวโน้มมีความน่าจะเป็นที่จะเคลื่อนตัวไปยังทิศทางเดิมมากกว่าที่จะเปลี่ยนทิศ;
    • ราคาที่มีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวไปทิศทางหนึ่งทิศทางเดียวจนกว่าจะอ่อนแรงลง
  • ประวัติศาตร์ซ้ำรอยเดิม

ประโยคนี้มีพื้นฐานเกี่ยวกับกฎของฟิสิกส์, เศรษฐศาสตร์ และจิตวิทยาในช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อกฎที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นเป็นจริง จะทำให้กฎนั้นเป็นจริงทั้งในปัจจุบันและในอนาคตด้วย ข้อความนี้ทำให้เราทำการวิเคราะห์อดีตและปัจจุบันเพื่อมาทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต

ประเภทของกราฟ

  • กราฟเส้น

กราฟเส้นจะแสดงราคาปิด (ราคาสุดท้ายในช่วงเวลาที่กำหนดไว้) นำมาเชื่อมต่อกันเป็นเส้น

ถ้าช่วงเวลาเป็น 1 นาที กราฟจะแสดงเป็นตัวอักษร M1 ถ้า 5 นาทีจะเป็น M5; 1 ชั่วโมง - H1; 4 ชั่วโมง - H4; 1 วัน - D1; 1 สัปดาห์ - W1. ถ้าราคาทั้งหมดถูกแสดงในกราฟ กราฟนี้จะเรียกว่า 'tick'

กราฟที่นิยมใช้กันคือ D1, H1 และ M5.

Technical analysis

  • กราฟแท่ง

กราฟแท่งจะแสดงราคาสูงสุด (จุดสูงสุดของแท่งกราฟ), ราคาต่ำสุด (จุดต่ำสุดของแท่งกราฟ), ราคาเปิด (เส้นที่ขีดมาด้านซ้ายของแท่งกราฟ), และราคาปิด (เส้นที่ขีดทางด้านขวาของแท่งกราฟ) ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับกราฟแท่งนี้ช่วงเวลาที่แนะนำคือตั้งแต่ 5 นาทีขึ้นไป

Technical analysis / bar

  •  กราฟแท่งเทียน (แท่งเทียนญี่ปุ่น)

กราฟแท่งเทียนจะแสดงคล้ายกับกราฟแท่ง ส่วนที่แตกต่างคือ ถ้าราคาปิดอยู่สูงกว่าราคาเปิด 'ส่วนลำตัว' ของกราฟจะแสดงเป็นสีขาว ถ้าต่ำกว่าจะแสดงเป็นสีดำ สำหรับ 'เงา' ของแท่งจะแสดงราคาสูงสุดและต่ำสุดสำหรับช่วงเวลาที่เลือก ดังนั้น แท่งเทียนสีขาวหมายความว่าในช่วงเวลานั้นราคาเคลื่อนไหวในทิศทางที่สูงขึ้น ถ้าแท่งเทียนสีดำหมายถึงราคาได้ตกลงมา

เนื่องจากกราฟแท่งเทียนเข้าใจได้ง่าย จึงได้รับความนิยมสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคมากที่สุด และในปัจจุบันมีหนังสืออกมามากมายเกี่ยวกับการวิเคราะห์ราคาล่วงหน้าโดยใช้รูปแบบแท่งเทียน

Technical analysis / Japanese Candle Sticks

แนวโน้มเป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์ทางเทคนิค

แนวโน้มคือความน่าจะเป็นที่ราคาจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งๆ

แนวโน้มมีทั้งหมดสามประเภท:

  • แนวโน้มหลัก;
  • แนวโน้มรอง;
  • แนวโน้มสั้น;

แนวโน้มหลักโดยปกติจะมีระยะเวลานานประมาณ 1 ถึง 2 ปี ซึ่งเป็นการประเมินวัฏจักรทางธุรกิจของนักลงทุน ตามสถิติ วัฏจักรธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดจะครอบคลุมระยะเวลาประมาณ 3-6 ปี ซึ่งหมายความว่าในช่วงที่มีแนวโน้มขาขึ้นและขาลงนั้นจะกินเวลาประมาณ 1 ถึง 2 ปี โดยราคาจะไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรง แต่จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางหลักและจะมีช่วงที่ราคามีทิศทางกลับตัวบ้าง ซึ่งทิศทางที่มีการกลับตัวนี้จะเรียกว่าแนวโน้มรอง (ระยะเวลาปานกลาง) ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ไปจนถึง 6 เดือนหรือมากกว่า ส่วนแนวโน้มระยะสั้นจะกินเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ และราคาจะมีการกลับตัวบ้างเช่นเดียวกัน แต่ปกติจะเกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และเป็นเรื่องยากมากกว่าในการวิเคราะห์ ต่างจากแนวโน้มหลักหรือแนวโน้มรอง

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันสามารถดูข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของราคารายสัปดาห์, รายวัน, รายชั่วโมง, รายนาที และปัจจุบันในตลาดได้ทันที สำหรับการวิเคราะห์กราฟในช่วงสั้นๆ (น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง) การวิเคราะห์ทางเทคนิคก็สามารถนำมาใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ราคาที่เคลื่อนที่ในช่วงสั้นๆนั้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับแนวโน้มในระยะยาว นอกจากนี้ การเทรดที่ระยะสั้นมากๆจะต้องใช้จิตวิทยาและการตัดสินใจเทรดอย่างรวดเร็ว และในช่วงสั้นราคาจะไม่มีความเสถียรเมื่อเทียบกับช่วงเวลาระยะยาว สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค ช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ รายวัน (D1), รายชั่วโมง (H1) และรายห้านาที (M5)

แนวรับและแนวต้าน

เส้นแนวรับและแนวต้านเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิค (วิเคราะห์แนวโน้ม) ของตลาดหุ้น เส้นแนวโน้ม, โมเดล, รูปภาพ จะนำมารวมกันเป็นแนวรับและแนวต้าน

เส้นแนวต้านจะเป็นการเชื่อมจุดสูงสุดของราคาตลาดเข้าด้วยกัน เป็นราคาที่คนซื้อไม่สามารถซื้อหรือไม่ต้องการซื้อที่ราคาที่สูงกว่านี้ และเมื่อราคาเคลื่อนที่สูงขึ้น ก็จะมีคนอยากขายมากขึ้น ทำให้ราคาตกลงมา แนวโน้มจะหยุดแถวๆแนวต้านเมื่อมีการขายพอๆกับการซื้อ และขึ้นอยู่กับว่าฝั่งไหนจะชนะ ราคาก็จะสามารถทะลุแนวต้านหรือว่าเด้งกลับลงมาได้

ในการตีเส้นแนวรับ / แนวต้านนั้นควรจะลาดเส้นในแนวที่มีราคาอยู่หนาแน่น แต่ไม่ควรลากเลยจุดสูงสุด ราคาที่มีอยู่อย่างหนาแน่นนี้แสดงพฤติกรรมส่วนใหญ่ของนักลงุทน และจุดสูงสุดสะท้อนถึงการตื่นกลัวของนักลงทุนที่อ่อนแอที่สุด และเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นจะไปหยุดที่ราคาใดราคาหนึ่ง เมื่อมีเหตุการณ์ต่อไป ก็จะมีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะมาอยู่ที่ราคานี้ด้วยเหมือนที่เคยเกิดในครั้งที่แล้ว

Technical analysis / Support and resistance

แชนแนล - เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค

แชนแนลเป็นเหมือนกรอบราคา ที่ราคามักจะเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้แนวต้าน (กรอบบน) และแนวรับ (กรอบล่าง) ยิ่งราคามีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบนี้นานเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่ราคาจะออกจากกรอบนี้ กรอบราคามีสามประเภทดังนี้:

  • bull - กรอบขาขึ้น;
  • bear - กรอบขาลง;
  • ทรงตัวหรือช่วง (ไม่มีแนวโน้ม);

เมื่อราคามีการทะลุกรอบแนวต้านหรือแนวรับ เช่น ถ้าทะลุกรอบแนวต้านของกรอบขาขึ้น เป็นสัญญาณที่ดีในการเข้าซื้อ และสำหรับกรอบขาลงก็เป็นไปในทิศทางตรงข้ามกัน ในกรณีที่ราคาเบี่ยงออกข้าง สัญญาณจะอ่อนกว่า เมื่อมีการทะลุแนวรับของกรอบขาขึ้น หรือทะลุแนวต้านของกรอบขาลง สัญญาณจะไม่ชัดในการเข้าซื้อหรือขาย (ควรจะยืนยันทิศทางด้วยอินดิเคเตอร์อื่นก่อน) นอกจากนี้ยังสามารถเทรดภายในกรอบแนวโน้มได้ โดยมีกฎอยู่สองอย่าง: 

  • ยิ่งราคามีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบนี้นานเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่ราคาจะออกจากกรอบนี้;
  • ควรจะทำการเทรดตามทิศทางของแนวโน้มหลัก;

Technical analysis / channels

การวิเคราะห์ผ่านคอมพิวเตอร์

มีเครื่องมือหลายอย่างที่เรียกว่าการวิเคราะห์ผ่านคอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์ผ่านคอมพิวเตอร์เป็นการวิเคราะห์กราฟผ่านแอพพลิเคชั่นที่ใช้วิธีทางคณิตศาสตร์ในการวิเคราะห์ ซึ่งรายละเอียดเรามีการเขียนไว้ในเว็บไซต์นี้ในหัวข้อ 'อินดิเคเตอร์และออสซิลเลเตอร์' ในบทนี้ เราจะยกตัวอย่างการวิเคราะห์กราฟโดยใช้ Moving Average

Moving Average จะเป็นการแสดงราคาเฉลี่ยในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่ง Moving Average จะแสดงบนกราฟราคาเป็นเส้นต่อเนื่องกัน และทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้าน

  • Moving Average จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท:
    • Simple Moving Average - MA;
    • Weighted Moving Average - WMA;
    • Exponentially Moving Average - EMA;
  • กฎพื้นฐานในการใช้งาน:
    • ถ้าช่วงเวลาของกราฟเป็นช่วงเวลายาว ให้ตั้งค่า Moving Average น้อยๆ
    • ยิ่งตั้งค่า MA มากเท่าไหร่ ตัว MA ก็จะมีการเบี่ยงเบนน้อยลง ส่วนถ้าตั้งค่า MA น้อยมาก MA ก็จะยิ่งมีการขึ้นลงมากขึ้นทำให้มีโอกาสเกิดสัญญาณหลอกได้ ส่วนถ้าตั้งค่า MA มากเกินไปก็อาจจะเข้าทำการซื้อขายช้าเกินไป
    • ในกรณีที่มีแนวโน้มทรงตัว ให้ตั้งค่า MA ให้สูงขึ้น
  • กฎทั่วไปในการวิเคราะห์:
    • ให้หาจุดตัดของ MA และราคาบนกราฟเพื่อหาทิศทางเฉลี่ย;
    • ถ้า MA มีการตัดกับราคาในทิศทางขึ้น (ตลาดมีแนวโน้มขาขึ้น) จะเป็นสัญญาณในการซื้อ
    • ถ้ามีการตัดกันในทิศทางลง (ตลาดมีแนวโน้มขาลง) จะเป็นสัญญาณขาย

Technical analysis / Moving Average

ระดับ Fibonacci

Leonardo Fibonacci หนึ่งในนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 6 เข้าได้สร้างลำดับของตัวเลขขึ้นมา ต่อมาก็เรียกลำดับของเลขนี้ตามชื่อของเรา แต่ละตัวเลขจะเป็นผลบวกของสองตัวเลขก่อนหน้า: 1+1=2; 1+2=3; 2+3=5, ไปเรื่อยๆ และผลลัพธ์ของลำดับนี้จะเป็น: 1,2,3,5,8,13,21,34,55,89,144, ไปเรื่อยๆ ซึ่งคุณสมบัตรของตัวเลข Fibonacci มีดังนี้:

  • ผลหารระหว่างตัวเลขตัวแรกกับตัวเลขตัวถัดไปจะมีแนวโน้มเข้าใกล้ 0.618 (เป็นตัวเลขทองคำในยุคสมัครกรีกโบราณและยุควัฒนธรรมอียิปต์โบราณ);
  • ผลหารระหว่างตัวเลขตัวหลังกับตัวเลขก่อนหน้าจะมีแนวโน้มเข้าใกล้ 1.618;
  • ผลหารของระหว่างตัวเลขกับตัวเลขสองตัวก่อนหน้าจะมีแนวโน้มเข้าใกล้ 2.618.

ตัวเลข Fibonacci ใช้ในการวิเคราะห์กระบวนการหลายอย่างในทางฟิสิกส์, ดาราศาสตร์ และอื่นๆ สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค ตัวเลข 0.618 หรือ 61.8%, รวมถึง 50% และ 38.2% จะถูกนำมาใช้มากที่สุด

ตัวเลขเหล่านี้จะนำมาใช้ในการสร้าง Fibonacci lines, Fibonacci levels และ Fibonacci periods 

Fibonacci lines สามารถสร้างได้โดยการลากเส้นจากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุดของกราฟ และที่ตัวเลขระดับ Fibonacci จะแสดงแนวรับและแนวต้าน เป็นแนวที่จะมีโอกาสในการเข้าซื้อหรือขาย

Technical analysis

สรุปการวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นวิธีที่ต้องใช้การประยุกต์เป็นอย่างมาก ซึ่งวิธีนี้สามารถใช้วิเคราะห์ไม่เพียงแต่เฉพาะความเคลื่อนไหวของราคาในตลาดทางการเงิน (ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ทางเทคนิคของตลาดหุ้น หรือตลาดฟอเร็กซ์) แต่ยังสามารถใช้วิเคราะห์กระบวนการอื่นๆแบบไม่ใช่เชิงเส้นได้อีกด้วย บทความนี้ครอบคลุมเฉพาะพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิคเท่านั้น ซึ่งต้องมีการศึกษากราฟของตราสารการเงินต่างๆเพิ่มเติม

*  บทความนี้จัดเตรียมและเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญจากแผนกวิเคราะห์ของบริษัท Larson&Holz IT Ltd:  การวิเคราะห์ทางเทคนิค
สงวนลิขสิทธิ์
 Larson&Holz team is to attend Barcelona Trading Conference.
09.07.2019
 Watch out for Independence Day holidays
27.06.2019